ฤดูอกหัก

คนที่เกิดมีความรักแล้วผิดหวัง ไม่สมหวังในรัก หรือว่ารักเขาข้างเดียว ก็มักจะมีเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกที่แย่ ๆ บางครั้งก็เกินกว่าจะหักห้ามใจไม่ให้เจ็บได้ ไม่รู้ว่าระหว่างอกหักกับแอบรักแบบไหนจะแย่กว่ากัน
ฤดูอกหัก-Calories Blah Blah - ดูคลิปทั้งหมด คลิกที่นี่

ช่วงที่ดีที่สุด

ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่คนเราเกิดมีความรักขึ้นมากับใครสักคน มันก็ทำให้โลกนี้ดูสดใสขึ้น มีชีวิตชีวาขึ้น มีคนให้เราได้คิดถึง ได้เป็นห่วง อยากเจอ อยากคุย อยากพาไปที่ต่าง ๆ ช่วงเวลาช่วงนี้นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดจริง ๆ เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำอีกช่วงหนึ่งของชีวิต
MV - ช่วงที่ดีที่สุด - BOYdPOD - ดูคลิปทั้งหมด คลิกที่นี่

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

จาก ปวส.ถึงปริญญาโท

หลังจากเรียนจบ ปวช.แล้ว ก็เข้าเรียนต่อ ปวส.บัญชีอีกที่เดิม เพราะไม่ต้องสอบเข้าอีกแล้วแบบได้สิทธิพิเศษ เบื่อตัวเองเหมือนกันเพราะไม่ต้องสอบเข้าเรียนซักที่ จะว่าเก่งก็เกรงใจตัวเองเหมือนกันนะ แต่ตอนจบก็แบบอยากลองวิชาดู ก็เลยไปลองสมัครสอบเข้าเรียนแผนกอะไรหว่าจำไม่ได้แล้วแต่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นี่แหละที่ จักรพงษ์ภูวนาท ก็ปรากฎว่าสอบเข้าได้จริง ๆ แฮะ แต่ด้วยความที่ฐานะครอบครัวและความเป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุง ก็เลยคิดว่าเรียนที่บ้านเราดีกว่า ก็เลยสละสิทธิ์ไป อดเป็นเด็กเทพเลย ก็กลับมาเรียน ปวส.อีกสองปี ปวส.ก็มีเพื่อนใหม่ ๆ อีกหลายคนเลย ก็มีผู้ชายเพิ่มมาเป็น 5 คน ห้าหนุ่มห้ามุมค่อนข้างสนิทกันมากเลย เรียกว่าแต่ละอาทิตย์ไม่ค่อยได้อยู่บ้านตัวเองซักเท่าไหร่ เพราะวนเวียนกันไปพักตามบ้านเพื่อนที่วัดเพลงบ้าง ในเมืองบ้าง แต่ไม่ค่อยรับแขกให้มาพักที่บ้านตัวเอง แบบเกรงใจหม่อมแม่ แต่ก็ไม่วายต้องรับแขก แต่จะชอบไปบ้านเพื่อนที่วัดเพลงมาก เพราะว่าเพื่อนอยู่กับลุงสองคน แล้วบ้านมันก็ติดคลองด้วย แค่ว่ายน้ำข้ามคลองก็ได้ข้ามจังหวัดแล้ว ข้ามไปอีกฝั่งคลองก็ถึงสมุทรสงครามเลย แล้วลุงเขาจะเก่งมากจะรู้เวลาน้ำขึ้นน้ำลงตลอดทุกวันเลย ไม่รู้ว่าแกดูจากอะไร ช่วงเรียน ปวส.นี้ก็ได้เป็นนักกีฬาของแผนกพาณิชด้วย เพราะว่าผู้ชายมีน้อยก็เลยต้องแบ่ง ๆ กันเล่น แต่ก็ขอเล่นแค่ เปตอง เทนนิส และก็บาสเกตบอล แต่ว่าบาสเกตบอลไม่รู้ว่าเลือกเราไปเล่นได้ไง เพราะออกจะสูงสง่าซะเพียงนี้ ถ้ามีตัวเลือกมากเขาคงไม่เลือกหลอก แต่ขอโทษไม่ได้โม้ ปรากฎว่าเปตองได้เหรียญทอง เย้...ลบคำสบประมาทของเพื่อนสาว ๆ ไปได้ แต่อย่างอื่นตกรอบแรกหมด ฮิ ๆ แต่ก็ประทับใจตรงเล่นบาสเหมือนกันนะ เพราะว่ากองเชียร์เยอะดี เล่นก็ไม่ค่อยเป็นหรอก อาศัยลงไปมั่ว ๆ กับเขาไป ประเภทจะเป็นตัวริมเส้นตลอด เพราะว่าถ้าเข้าไปใต้ห่วงแล้วเกรงว่าจะสูงเกินไป ก็ขออยู่ห่าง ๆ พวกตัวเตี้ย ๆ ดีกว่า เล่นอยู่ได้ประมาณสิบนาที ชู้ทไม่ลงซักลูก (เล่นมาได้ชู้ตอยู่ครั้งเดียว) ทำเป็นโม้ไปงั้นแหละ แต่วอล์กเอ้าท์นับไม่ถ้วนเลย ไอ้ที่ได้เล่นสิบนาทีนี่ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะต้องเตรียมเล่นเปตองรอบชิง แต่บาสรอบแรกเอง ตอนที่เล่นบาสอยู่ก็ยังสูสีกับช่างไฟฟ้าดี ๆ พอออกปุ๊บแพ้ยับเลย ถ้าไม่ติดรอบชิงเปตองคิดว่าคงได้เข้ารอบรองบาสแน่ ๆ ไม่รู้หลงตัวเองป่าวเนี่ย ช่างเหอะยังไงก็ได้ทองเปตองและกัน ได้ทองมาไม่ฟลุกนะเพราะว่าชนะตัวเยาวชนเขต 7 เลย ไม่ธรรมดานะเราเนี่ย เกือบได้เป็นนักกีฬาเขตไปแล้วเชียว พอดีว่าเขาแข่งจบไปซะก่อนไม่งั้นน้อง ๆ พวกนั้นไม่ติดแน่ ๆ

หลังจากจบ ปวส. ก็ยังไม่ได้เข้าเรียนระดับปริญญาตรีแต่ออกไปทำงานก่อน เรื่องงานเอาไว้เขียนทีหลังดีกว่า เอาเป็นเรื่องเรียนก่อนดีกว่า ต่อเลยนะ คือปริญญาตรีก็ไม่ต้องสอบเข้าอีกแล้ว ไม่ใช่เก่งนะ แต่เพราะเลือกเรียนที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก็เลยไม่ต้องสอบเข้าให้เสียสมอง เรียนต่อเนื่องจาก ปวส. ใช้เวลาเรียนสองปีตามหลักสูตร แต่ขอโทษเรียนไปหกปีเต็มเลย ถ้าหกปีไม่จบนี่เข้าให้ลงเรียนใหม่แล้ว 2 ปี 12 วิชา แต่เรียน 5 ปีได้ 6 วิชา ปีสุดท้ายเลยฮึดเรียนอีก 6 วิชา จบจนได้เรา เกือบจะตัดใจทิ้งไปแล้วเชียว แบบไม่มีใครมาคุม เพราะเรียนไปทำงานไปนั่นเอง ยังไงก็ช่างจบจนได้ ก็ได้กระดาษมาใบนึง กับรูปถ่ายอีกประมาณ 6 รูป เพราะตอนรับปริญญาได้บอกกับทุกคนว่าไม่ต้องมา ก็เลยไม่ค่อยมีรูปเท่าไหร่

ไม่คิดฝันเหมือนกันว่าจะจบสูงถึงปริญญาโทกับเขาได้บ้าง แต่คงเป็นเพราะบุญทำกรรมแต่งมั้งก็เลยได้มีโอกาสเรียน ป.โทกับเขา พอดีว่าช่วงที่ทำงานกรมศุลกากรเขาเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ได้เรียนต่อโดยมีทุนการศึกษาให้จนจบ ก็ลงเรียนโทที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนรัฐศาสตร์ หลักสูตรนักบริหาร รุ่นที่ 6 เรียนอยู่ 2 ปี แต่ช่วงเรียนโทก็ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ที่มาจากภาคเอกชน ก็มีที่สนิทกันสี่ห้าคน (เจ๊มล ตุ๊ก สุน หนึ่ง) ก็สนุกดีช่วงเรียน เอาไว้จะมานินทาให้ฟังใหม่ดีกว่านะ วันนี้นอนก่อนดีกว่า จะเที่ยงคืนแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วันวานในชีวิตเด็ก ปวช.

เรื่องประทับใจในช่วงชีวิตเด็ก ปวช.บัญชี ก็มีเรื่องพอสมควรเหมือนกัน แต่ค่อนข้างจะลาง ๆ ไปซะหน่อยแล้วเพราะว่ามาบันทึกความทรงจำเอาตอน ครบ 3 รอบขวบปี ไม่บอกหรอกว่าตอนนี้อายุเท่าไหร่ เริ่มเรื่องแรกกันเลยดีกว่า อันนี้เป็นความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับการเรียน เพราะว่าเกิดมาไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะทำผลการเรียนได้ดีเลิศประเสริฐศรีเช่นนี้ คือตอนอยู ปวช.2 ตอนนั้นการเรียนแบ่งเป็น 4 ภาคการศึกษา ก็ไม่รู้ทำไมว่าต้องเป็นสี่ภาคการศึกษาด้วย แต่ก็ไม่ได้ไปถามท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ ช่างมันเถอะ คือตอนภาค 3 หรือ 4 ไม่แต่ใจนัก คือภาคการศึกษานั้นสามารถทำคะแนนเฉลี่ยได้ถึง 3.96 โอ้..พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก แต่ก็ได้แค่เทอมเดียวนั่นแหละ จริง ๆ น่าจะได้ 4.00 ถ้าไม่ไปกวนโอ๊ยอาจารย์ดนตรีไทยซะก่อน แต่ได้แค่นี้ก็คุยไปได้นานเชียว เพราะเป็นที่ 1 ของปวช.2 ในเทอมนั้นเลย ไม่เบาเลยนะเราเนี่ย อิ ๆ

เรื่องที่สองไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่แต่ดันจำได้ เรื่องก็คือว่าช่วงประมาณ ปวช.2 ตอนนั้นพอดีโรงพยาบาลราชบุรีมารับบริจาคเลือดที่วิดลัย ก็เลยซ่าไปให้เลือดกับเขาด้วย จำได้ว่าแข่งกันใหญ่เลยคือมันต้องบีบมือจับเพราะเขาจะมีที่บีบเพื่อเลือดจะได้ออกเร็วขึ้น กว่าจะเต็มถุงก็หลายนาทีเหมือนกัน พอเต็มปุ๊บก็พรวดพราดลุกแล้วลงเดินจะไปเรียนต่อทันที แต่ในขณะเดินอยู่นั่นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น จำได้ว่าพูดกับเพื่อนที่เดินแล้วก็อาจารย์อีกคนว่า โอ้ย..ไม่ไหวแล้วจะเป็นลม พูดเสร็จก็เหมือนไฟดับไปเลย มารู้สึกตัวอีกทีเหมือนมีใครอุ้มมานอนที่เตียงที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้สำหรับผู้ที่บริจาคเลือดพักผ่อน ลืมตาขึ้นมาก็งงงงตัวเองว่ามาได้ไงหว่า ลุกขึ้นมาเห็นมาโอวันตินฟรีก็เลยซัดไปสองแก้ว แล้วก็นอนพักอีกหน่อยแบบว่าอู้ขี้เกียจไปเรียน นอนจนจบคาบไปเลย สบายไป

เรื่องนี้เป็นเรื่องตอนก่อนจบ ปวช.3 คือสอบเสร็จเทอมสุดท้าย ก็ตามธรรมดาก็มีการเขียนเฟรนด์ชิบกันแต่เราไม่ได้ทำกับเขาหรอก คอยแจกลายเซ็นต์และที่อยู่อย่างเดียว ตั้งแต่วันที่ให้ที่อยู่พร้อมเบอร์โทรมาถึงวันนี้ก็ร่วม 20 ปีแล้ว ไม่เห็นมีใครโทรมาหาซักคน จะเขียนไปทำไมก็ไม่รู้นะเนี่ย ต่อดีกว่า พอเพื่อน ๆ มันเห็นเราไม่ทำเฟรนด์ชิปไม่รู้ต่อมอะไรมันผิดสำแดงพวกเพื่อนหรือเปล่าไม่รู้ มันเลยจับเราถอดเสื้อออกแล้วก็เอาเสื้อเราไปเขียนกันทั้งห้องเลย แล้วคิดดูว่าเวลากลับบ้านมันก็ต้องใส่เสื้อตัวนี้กลับมันก็เลยกลายเป็นที่สนใจของบรรดาผู้ที่อยากรู้อยากเห็นทั้งหลายให้มีอะไรอ่านเล่นแก้เซ็งเวลารอรถเมล์กลับบ้านกันไป

สรุปแล้วว่าพอจะจำเหตุการณ์ได้แค่นี้ เอาไว้มีนึกอะไรออกแล้วค่อยเอามาเขียนลงใหม่ดีกว่า เหนื่อยแล้ว

กลายร่างเป็นเด็กอาชีวะ

หลังจากจบมัธยม 3 มาก็ได้มีโอกาสเข้าเรียนเป็นเด็กอาชีวะกับเขาบ้าง สมัยก่อนเป็นเด็กอาชีวะรู้สึกว่าเท่ห์มากเพราะจะได้ปิดฉากนักเรียนกางเกงขาสั้นสีกากีซะที มาเป็นเด็กอาชีวะใส่กางเกงขายาวสีกรมท่า โคตรเท่ห์ตอนนั้น ดูเป็นหนุ่มขึ้นมาอีกหน่อย ลืมบอกไปว่าตอนจบ ม.3 มาแบบว่าเรียนดีอะนะ ก็เลยได้โควต้าเข้าเรียนอาชีวะ แผนกวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ไม่ต้องสอบอีกและ เบื่อจริง เกิดมาเรียนดีก็งี้แหละ ฮิ ๆ ก็เป็นอันว่ากลายเป็นเด็กบัญชี ปวช.ปี 1 เป็นที่เรียบร้อย วันแรกที่ใส่กางเกงขายาวไปเรียน จำได้ว่าวันนั้นรู้สึกว่ามันเขินมาก แล้วมันก็รู้สึกแปลก ๆ พิกล เดินแทบไม่เป็นเลย เอาน่า..มาถึงนี้แล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไป จากเด็กนอกเมืองเข้ามาเรียนในเมือง จอมบึงกับตัวเมืองราชบุรีก็ห่างกันประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึงโรงเรียนก็เข้าไปหาห้องเรียนจนเจอ พอเข้าไปในห้อง โอ้แม่เจ้า..ทำไมมีแต่สาว ๆ ทั้งนั้นเลย มีผู้ชายอยู่ 4 หน่อเอง คิดในใจว่าคงจะเป็นดอกไม้น้อย ๆ ในท่ามกลางหมู่ภมร ที่คงเจ้าเฝ้ามาดอมดมดอกไม้ทั้งสี่ทุกวัน แต่ขอโทษพอเรียนไปซักระยะถึงได้รู้ว่าไอ้ที่คิดไว้มันไม่ใช่เลย เวรกรรมเพราะพวกเธอไม่คิดที่จะเด็ดดอกไม้ในสวนของตัวเอง แต่กลับไปเด็กซะไกลเชียว ลืมบอกไปว่าที่วิดลัยนี้เด็กช่างเรียนอยู่ด้วยรวมกัน สาวพาณิชกับหนุ่มเด็กช่าง มันก็เลยกลายเป็นของคู่กันไป ส่วนหนุ่มพาณิชก็เป็นแค่ไม้ประดับวงการ คิดแล้วเซ็งชะมัด แต่จริง ๆ แล้วเราเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับเพื่อนสาวในห้องเลยเหมือนกัน เหมือนกับว่ารู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว แต่การเป็นเพื่อนนี้มันก็ดีกว่านะเพราะว่าเราสามารถที่จะไปไหนต่อไหนกันก็ได้ไม่มีระแวงกัน อยู่กันมา 3 ปีก็ค่อนข้างสนิทสนมกันมากพอสมควร เพราะว่าเวลาไปเที่ยวไหนก็นอนกองรวมกันอยู่นั่นแหละ กองรวมอย่างเดียวนะ ไม่ได้ทับกัน สามปีในชีวิตเด็ก ปวช. ก็มีเรื่องที่น่าจดจำพอสมควรทีเดียว เอาไว้จะมาเขียนใหม่อีกทีแล้วกัน เมื่อยมือแล้ว

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

แฟนฉัน ในวันใกล้วัยทีน

เรื่องนี้ไม่อยากเล่าเลยจริง ๆ แบบว่าเขินนะจะบอกให้ แต่เอาไว้เป็นประวัติศาสตร์มนุษยชาติตัวเล็ก ๆ คนนี้แล้วกัน เรื่องมันเกิดขึ้นตอนมัธยมต้นนี่แหละ จำได้ว่าอยู่มัธยมสามแล้ว ก็เริ่มเป็นหนุ่มน้อยมากขึ้น แหม เกิดมาเป็นแมนเต็มร้อย แถมหน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ตอนสายถึงค่ำอย่างนี้ แถมรูปร่างยังเป็นอาวุธได้อีก มันก็เป็นธรรมดาอยู่หรอกที่จะมีสาว ๆ มากรี๊ดบ้าง แต่ขอบอกว่ากรี๊ดอย่างเดียวนะ อย่างอื่นคุณเธอไม่ทำอะไรเลย ไอ้เราก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะทำอย่างอื่นซะที พอเริ่มคิดได้ว่าคุณเธอทั้งหลายคงทำเป็นแค่นี้อย่างเดียวแน่ ก็เลยชักเซ็ง ๆ กับเธอทั้งหลายที่วัน ๆ ไม่รู้จักทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากบ้าคนหน้าตาดีอย่างเราอย่างเดียว แต่ต้องขอสารภาพไว้ก่อนนะว่า ณ ตอนนั้นยังไม่รู้จักความรักเลยว่าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นสมัยนี้ อนุบาลก็มีแฟนกันแล้ว (อิจฉามาก ทำไมเกิดเร็วไปหว่า) แต่ก็เอาเถอะ ถึงเวลาที่ทุกอย่างลงตัว มันก็ทำให้หนุ่มน้อยคนนี้ได้ไปพบเจอกับสาวน้อยรุ่นน้อง ม.2 เห็นปุ๊บ ก็..ว้าว..น่ารักจังเลย โอ้ย..เกิดมาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย มันทำให้เนื้อหนุ่มแตกแป๊ะ ๆ ๆ เลย เลือดลมสูบฉีดแบบ นอนสต๊อป เลย แต่ขอโทษ มีปัญญาได้แค่มองแค่นั้นจริง ๆ ทำอย่างอื่นไม่เป็นเหมือนกันเลย ว่าแต่สาว ๆ พวกนั้น พอถึงตัวเองก็ทำอะไรไม่เป็นเหมือนกัน ได้แต่มอง แหมแต่ก็ช่างประจวบเหมาะกับตอนนั้นเพลงแฟนฉันกำลังดังเลย ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องแฟนฉัน อารมย์ตอนนั้นก็ประมาณเจี๊ยบเลยแหละ และอีกเพลงก็ เพียงสบตา ของพี่แจ้ ต่อดีกว่า ตอนนั้นก็ได้แต่ตามแอบปลื้มกับสาวน้อยคนนั้น บางครั้งแค่เขาสบตามาเท่านั้นเอง มันก็ทำให้ตัวสั่น เขิน หน้าแดง ทำอะไรไม่ถูกเอาซะเลย จะยิ้มยังยิ้มไม่ถูกเลยว่าเขายิ้มกันยังไง คือแบบว่าตอนนั้นไม่รู้จะทำหน้าแบบไหน ว่าจะเป็นหน้าพระเอกหรือพระรองดี คิดไปคิดมายังไม่ทันที่จะคิดออก เธอก็เดินไปไกลแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ไกลไปจากหัวใจดวงน้อย ๆ นี้ไปได้ ฮ่า ๆ คมม๊ะ (บ้านนอกสิไม่ว่า) เป็นอย่างนี้อยู่เกือบปี เป็นได้แค่นี้จริง ๆ จะเชื่อหรือไม่เชื่อตอนนี้ก็ยังไม่รู้จักชื่อของเธอคนนั้นเลย อายเด็กสมัยนี้จัง คุยกันทางเน็ตวันเดียวเรียบร้อยแล้ว (ได้ชื่อพร้อมเบอร์โทรเลย ที่อยู่อีกต่างหาก) คิดแล้วเสียเชิงชายอย่างเราหมดเลย ไม่เหลือลายอะไรเลย กลายเป็นแมวน้อยไร้เดียงสาได้แต่ร้อง เหมียว ๆ ไปวัน ๆ แต่แค่นั้นมันก็ทำให้ได้รู้จักกับคำว่ารักแล้วแหละถึงจะเป็นรักแบบเด็ก ๆ เด็กบ้านนอกอีกต่างหาก สรุปแล้วมันก็เป็นรักครั้งแรกหรือป็อบปี้เลิฟของหนุ่มน้อยบ้านนอกคอกนาคนนี้นั่นเอง

เป็นเด็กมัธยมแล้ว

และแล้วก็ได้เวลาเป็นเด็กวัยกวนทีน เอ้ย...วัยทีน กับเขาเสียที ฮ่า ๆ ดีใจจัง ก็เป็นอันว่าหลังจากเรียนจบประถมหกมาแล้วด้วยเกรดเฉลี่ยที่พอดูได้บ้างพอสมควร ก็ถึงเวลาที่จะต้องไปผจญภัยกับที่เรียนใหม่อีกแล้ว ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะต้องเปลี่ยนที่เรียนอีกกี่รอบ ต่อดีกว่า พอดีว่าเรียนค่อนข้างดี อันนี้เรื่องจริงไม่ได้ชมตัวเอง แต่หางไม่ติดพื้นเลย ว่าแล้วก็เลยทำให้ได้โควต้าเรียนต่อในระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฎ์ (โอ้ยพิมพ์ยากจริง ๆ ถูกหรือป่าวหว่า) แต่ก็เป็นโรงเรียนประจำอำเภอจอมบึง เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในอำเภอแล้ว เพราะมีแค่โรงเรียนเดียว ไม่ต้องสอบเข้า เท่ห์เป็นบ้าเลย แอ็คไปได้หลายวัน รวมทั้งพระบิดาโม้ไปทั่วตลาดเลยว่าลูกตัวเองเก่ง ปล่อยเขาไปเถอะปล่อยให้ภูมิใจกับลูกซะให้เข็ด การเรียนในระดับมัธยมต้นนั้นก็มันส์ไปอีกแบบ เพราะว่าเป็นที่รวมของเสือ สิงห์ กระทิง ช้าง ของชาวจอมบึง ตอนนี้เริ่มมีเพื่อนใหม่ ๆ มากขึ้น แต่ละคนก็พอตัวกันเลย แต่คราวนี้ได้มาอยู่ห้อง ม.1/1 โอ้....เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ห้องหนึ่ง ตอนเรียนมัธยมต้นไม่ค่อยมีเรื่องประทับใจอะไรซักเท่าไหร่ เพราะว่า..เอ...เพราะอะไรหว่า อ้อ..เพราะว่าไม่ค่อยได้ร่วมสังฆกรรมกับใครซักเท่าไหร่ เก็บเนื้อเก็บตัว รักนวลสงวนตัว แบบว่าหม่อมแม่สอนมาดี พูดถึงเรื่องนี้ยังแค้นสาว ๆ ไม่หายเพราะดันมาเรียนอยู่ห้องเดียวกันอีก (ก็พวกที่แอบเห็นนกน้อยของเรานะสิ) ดีนะที่ไม่มาขอดูอีก ถ้าขอทีนี้แหละ หึ ๆๆๆ แล้วจะหาว่าไม่เตือน ดีนะที่ไม่ขอดูไม่งั้นเสร็จ ฮ่า ๆ ๆ ก็เรียน ๆ เล่น ๆ บ้า ๆ บอ ๆ ไปตามเรื่องตามราว แต่ก็เป็นช่วงที่เริ่มมีเสียงดนตรีเข้ามา ตอนนั้นวงแกรนด์เอ็กซ์ พี่แจ้ แล้วก็.. จำไม่ได้แล้ว ความจำไม่ค่อยดี แต่ละวงกำลังดังเลย แต่ไม่เคยไปดูเลยเพราะไม่มีตังค์ เรียนไปเรียนมาแป็บเดียวก็จบมัธยมสามแล้ว อะไรว้า..จบแล้ว

จบประถมหกจนได้

ต่อจากตอนที่แล้ว

หลังจากเหตุการณ์หัวแตกโดยไม่คาดฝัน ก็เรียนไปเรื่อย ๆ จนประถมห้า อ้อลืมบอกไปว่าตอนเรียนประถมที่โรงเรียนนี้เรียนที่ห้อง ค ควาย ย้ำ ค ควาย ก็ไม่รู้ทำไมว่าโรงเรียนนี้เขาถึงแบ่งเป็นห้องอย่างนี้ คือ เด็กเรียนดี ดูไฮโซหน่อยก็อยู่ห้อง ก ไก่ ลองลงมาก็อยู่ห้อง ข ไข่ แล้วคิดดูแล้วกันว่าไอ้ห้อง ค ควาย มันจะเป็นศูนย์รวมของตัวอะไรบ้าง แต่ก็เอาเถอะ ไม่ได้เป็นหัวสิงห์ก็เป็นหัวหมาก็ยังดีฮิ ๆ คือว่าตอนเรียนพอดีเรียนค่อนข้างเรียนดีเล็กน้อย เลยได้เป็นอันดับ 1-3 ประจำ (เพราะอยู่ห้อง ค ควาย) อีกอย่างหนึ่งลืมไป ตอนเรียนก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องตลอด แถมได้ถือพานวันไหว้ครูทุกปี และต้องออกไปเชิญธงชาติหน้าเสาธงด้วย แหมโครตภูมิใจเลยเรา หลังจากจบประถมห้าก็ได้เวลาที่น้องชายเข้าเรียนประถมหนึ่ง แต่ดันเข้าเรียนกันคนละโรงเรียน ทำให้พ่อต้องเลือกเอาว่าจะเลือกพี่หรือน้อง สรุปเลือกน้องตามเจ๊ระเบียบจนได้ ทำให้เด็กน้อยหน้าตาดีคนนี้ ต้องไปปรับตัวกับโรงเรียนใหม่ในชั้นประถมหก โรงเรียนที่ว่านี้ก็คือโรงเรียนชุมชนบ้านจอมบึง อันนี้ในความรู้สึกแล้วค่อนข้างจะเกรดดีกว่าโรงเรียนแรก เพราะเด็กที่มาเรียนจะเป็นเด็กในตัวอำเภอมาเรียนกัน ไม่เหมือนโรงเรียนแรกมาจากป่าจากเขากันทั้งนั้น หลังจากย้ายมาที่นี่แล้วด้วยความที่เป็นเด็กที่เข้ากับคนอื่นง่ายก็เลยเข้ากับเพื่อนได้เร็ว (ไม่ง่ายก็อดตาย แถมไม่มีเพื่อน มันก็เลยต้องง่าย) ทีนี้ได้มาอยู่ที่ห้อง ป 6/2 ฮ่า ๆ ไม่มี ค ควายแล้ว แต่ห้องสองก็เป็นห้องสองไม่ใช่ห้องหนึ่ง จริงม๊ะ ถูกต้องนะคร้าบ.. ก็ยังเป็นพลเมืองชั้นสองอยู่ดี แต่ที่นี่ก็มีทีเด็ดให้ต้องจำมาจนอายุปูนนี้คือ เด็กบ้านนอกก็รู้ ๆ อยู่ว่าไม่ค่อยจะปะสีปะสากับการแต่งตัวซักเท่าไหร่ ยิ่งเรื่องกางเกงใน ไม่ต้องพูดถึง เพราะยังแก้ผ้าเล่นน้ำคลองกันอยู่เลย แต่เรื่องที่เกิดขึ้นจำได้ว่าเกิดตอนกลางวันตอนกินข้าวเสร็จ ปกติจะกินข้าวกันในห้อง เสร็จแล้วก็จะออกไปเล่นปิดแอบหรือซ่อนแอบนั่นเอง แต่ขณะที่เกิดเรื่องนี้วันนั้นไม่ได้ลงไปเล่นปิดแอบ แต่นั่งเล่นกับเพื่อนผู้หญิงแต่จำไม่ได้ว่าเล่นอะไรแน่ ตอนนั่งเล่นก็ไม่มีอะไร แต่ตอนเลิกเล่นเจ้าเพื่อนหญิงตัวดีก็มาบอกว่าตอนที่นั่งเล่นกันอยู่ แอบเห็นเจ้าหนูน้อยออกมานั่งเล่นด้วย และที่สำคัญยังชวนเพื่อนที่เล่นด้วยกันดูกันหมดเลย โอ้..มายก๊อด ความเป็นชายของเราถูกสาว ๆ แอบเห็นแล้วหรือนี่ ตอนนั้นก็อายมากแต่ก็อาศัยความหน้าด้านกลบเกลื่อนไป บอกว่าพรุ่งนี้จะใส่กางเกงในมาให้มาดูใหม่ ปรากฎว่าสาว ๆ ทั้งหลายเอาจริงแฮะ มาขอดูกันใหญ่ก็เลยต้องเปิดให้ดูซะเลย หายบ้าไปเลยเรา ตั้งแต่นั้นมาสาว ๆ ไม่มาขอดูอีกเลยจนเรียนจบประถมหก

จากอนุบาลถึงประถมห้า

ประวัติเด็กน้อยจากบ้านนอก (เริ่มต้นชีวิต)

จากเด็กบ้านนอก คอกนา หรือเปล่าไม่รู้แฮะอันนี้ แต่ว่าเป็นเด็กต่างจังหวัด เพราะเกิดที่โรงพยาบาลราชบุรี โตและเรียนหนังสือที่ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี มีน้องชายหนึ่งคน แต่อย่าไปพูดถึงมันเลย ต่อเรื่องเราดีกว่า ก็เริ่มเรียนหนังสือชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลทานตะวัน จนจบอนุบาล 3 จำได้ว่าเสียเพื่อนคนแรกก็ที่นี่เพราะว่าเพื่อนไปเล่นน้ำแล้วไม่ยอมโผล่ขึ้นมา แล้วก็มีเรื่องน่าหยะแหยงกับตัวเองคือ อึลาด ลำบากครูบาอาจารย์ที่นี่อีก แต่จำชื่อพวกท่านไม่ได้แล้ว พอจบอนุบาลก็มาเข้าประถม 1 ที่โรงเรียนบ้านจอมบึงซึ่งอยู่ติดกับวัดจอมบึง ที่นี่ก็มีเรื่องมันส์ ๆ เยอะพอสมควร แต่จำไม่ค่อยได้แล้วว่าอะไรบ้าง เอาที่พอจำได้ซึ่งจำได้แม่นมากคือ ตามประสาเด็กผู้ชายห่าม ๆ คนหนึ่ง ตอนอยู่ชั้นอะไรแล้วหว่า แย่จังความจำสั้นจังเรา ชั่งมันเถอะ จำได้ว่าตอนพักกลางวันหลังกินข้าวเสร็จก็ไปเล่นหลังโรงเรียน ซึ่งเป็นทางลงไปจะมีทุ่งนาและบ่อน้ำ ซึ่งจะเรียกกันว่าบ่อชี ก็ไม่รู้ว่าทำไมเรียกว่าบ่อชี เพราะเห็นมีแต่พระไปใช้น้ำในนั้น ไม่ยักกะเห็นว่ามีชีมาใช้น้ำตรงไหนเลย ต่อดีกว่า ก็ลงไปเล่นกันในบ่อชีเลยเพราะว่าหน้าแล้งน้ำไม่มี ก็จะแบ่งข้างเล่นเป็นทหารกับโจรกัน ก็จะใช้ก้อนดินเหนียวใช้ขว้างใส่กัน ขณะที่กำลังขว้างใส่กันอย่างเมามันอยู่นั่นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มีก้อนดินเหนียวแข็ง ๆ ก้อนหนึ่งไม่รู้มาจากทหารหรือโจร มันตรงเข้ามาลงบนหัวอย่างจัง มึนไปเลยครับท่านผู้ชม พอตั้งสติได้ก็ใช้มือน้อย ๆ ค่อย ๆ จับดูตรงที่โดนเจ้าก้อนดินตกใส่ ปรากฎว่ามือน้อย ๆ เต็มไปด้วยสีแดง ๆ ของเลือดสด ๆ ที่พรั่งพรูกันออกมาจากกบาลตัวเอง แค่นั้นแหละก็แหกปากร้องไห้ออกมาเลย และก็จำได้อีกว่าคนที่วิ่งลงไปอุ้มขึ้นมาจากหลุม เอ้ยไม่ใช่ อุ้มขึ้นมาจากบ่อชีก็คือ แต่นแต๊น.. ลุงเหลียวนั่นเอง (ปัจจุบันแกเสียแล้วซ่อมไม่ได้) แกวิ่งอย่างเร็วเลยลงไปอุ้มขึ้นมา พาไปห้องครูใหญ่ ก็ไม่รู้ไปทำไมแทนที่จะวิ่งไปห้องพยาบาล กลับพาไปห้องครูใหญ่ก็เลยต้องไปนอนอยู่บนโต๊ะตรงทางเดินระหว่างห้องเรียน ปฐมพยาบาลกันอยู่ตรงนั้นซักพัก คงจะนึกออกกันว่าคงจะรักษาไม่ได้แน่ ก็เลยรีบพาไปเย็บบาดแผลที่โรงพยาบาลดีกว่า ปล่อยไว้อาจต้องเสียเลือดตายแน่ ๆ พอไปถึงโรงพยาบาลยุพราชจอมบึง ก็ไม่รู้ว่าทำไมเมื่อก่อนเขาเรียกโรงพยาบาลฆ่าสัตว์ จนได้พบกับตัวเองก็เลยถึงบางอ้อ เพราะพยาบาล เอ..ไม่แน่ใจว่าจะเรียกพยาบาลหรือพยายมดี น่ากลัวมากในสายตาเด็กน้อยไร้เดียงสาคนนี้ คุณพยาบาลก็พาตัวมาที่ห้องทำแผลแล้วก็หยิบเข็มขึ้นมา ตอนแรกคิดว่าเข็มเย็บกระสอบเสียอีกเพราะว่ามันทั้งใหญ่ทั้งยาวแถมยังมีก้นเข็มที่มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมอีกด้วย ก็คิดว่าตายแน่แล้วเราคราวนี้ คงต้องเอาชีวิตอันสดใสมาทิ้งไว้ในที่นี้แน่ ๆ ก็เริ่มคิดถึงพ่อแก้วแม่แก้วแล้ว ไม่สิจริง ๆ ต้องคิดถึงพ่อแม่เราต่างหากไปคิดถึงพ่อแม่แก้วเขาทำไมก็ไม่รู้ จากนั้นพยายม เอ้ยพยาบาลก็เอามีดโกนมาโกนผมตรงที่หัวแตกออก เสร็จแล้วก็เริ่มเอาเจ้าเข็มยักษ์อันนั้นร้อยด้วยไหมสีดำ เอามาเย็บหนังบริเวณที่แตกให้ติดกัน นึกแล้วมันก็เหมือนกับเย็บกระสอบนั่นแหละ หัวเรากลายเป็นกระสอบไปซะแล้ว แต่ชั่งเถอะคุณพยาบาลก็ตั้งหน้าตั้งตาเย็บไปจนเสร็จ โดยไม่สนใจเสียงร้องขอชีวิต เสียงร้องไห้อย่างน่าเวทนายิ่งนักของเด็กน้อยตาดำ ๆ คนหนึ่ง หลังจากนั้นก็กลับมาซ่าส์ได้ตามปกติ ฮิ ๆ

อย่าใกล้กันเลย